วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

7 QC Tool คือ



 



เครื่องมือคุณภาพ 7 ชนิด   ( 7 QC Tools)

ความเป็นมา

         ในปี ค.ศ. 1946 JUSE หรือ Union of Japanese Scientists and Engineers ได้ถูกก่อตั้งขึ้นพร้อม ๆ กับการจัดตั้งกลุ่ม Quality Control Research Group ขึ้น เพื่อค้นคว้าให้การศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบการควบคุม คุณภาพทั่วทั้งประเทศ โดยมีจุดหมายเพื่อลบภาพพจน์สินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูก ออกจากสินค้าที่ "Made in Japan" และเพิ่มพลังการส่งออกไปพร้อม ๆ กัน

หลังจากนั้นมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็คือ Japanese Industrial Standards (JIS) marking system ได้ถูกกำหนดเป็นกฏหมายในปี ค.ศ. 1950 พร้อม ๆ กับการเชื้อเชิญ Dr. W. E. Deming มาเปิดสัมมนาทาง QC ให้แก่ผู้บริหารระดับต่าง ๆ และวิศวกรในประเทศ นับเป็นการจุดประกายของการตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพ อันตามมาด้วยการก่อตั้งรางวัล Deming Prize อันมีชื่อเสียง เพื่อมอบให้แก่โรงงานซึ่งมีความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพดีเด่นของประเทศ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1954 Dr. J. M. Juran ได้ ถูกเชิญมายังประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กรในการนำเทคนิค เหล่านี้มาใช้งาน โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุก ๆ คน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและรวบรวมเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคุรภาพ รวม 7 ชนิด ที่เรียกว่า QC 7 Tools มาใช้

เครื่องมือควบคุมคุณภาพทั้ง 7 ชนิดนี้ ตั้งชื่อตามนักรบในตำนานของชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ "บงเค " (Ben-ke) ผู้ซึ่งมีอาวุธอันร้ายกาจแตกต่างกัน 7 ชนิด พกอยู่ที่หลัง และสามารถเลือกดึงมาใช้สยบคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือร้ายกาจคนแล้วคนเล่า สำหรับเครื่องมือทั้ง 7 ชนิด สามารถแจกแจงได้ดังนี้

1.       ผังแสดงเหตุและผล (Cause-and-Effect Diagram) หรือผังก้างปลา (Fishbone Diagram) บางครั้งเรียกว่า Ishikawa Diagram ซึ่งเรียกตามชื่อของ Dr.Kaoru Ishikawa ผู้ซึ่งเริ่มนำผังนี้มาใช้ในปี ค.ศ. 1953 เป็นผังที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะ ทางคุณภาพกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


2.       แผนภูมิพาเรโต (Pareto Diagram) เป็นแผนภูมิที่ใช้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุของความบกพร่องกับปริมาณความสูญเสียที่เกิดขึ้น


3.       กราฟ (Graphs) คือภาพลายเส้น แท่ง วงกลม หรือจุดเพื่อใช้แสดงค่าของข้อมูลว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล หรือแสดงองค์ประกอบต่าง ๆ

4.       แผ่นตรวจสอบ (Checksheet) คือแบบฟอร์มที่มีการออกแบบช่องว่างต่าง ๆ ไว้เพื่อใช้บันทึกข้อมูลได้ง่าย และสะดวก
เครื่องมือคุณภาพ 7 ชนิด   ( 7 QC Tools)


5.       ฮีสโตแกรม (Histogram) เป็นกราฟแท่งที่ใช้สรุปการอนุมาน (Inference) ข้อมูลเพื่อที่จะใช้สรุปสถานภาพของกลุ่มข้อมูลนั้น


6.       ผังการกระจาย (Scatter Diagram) คือ ผังที่ใช้แสดงค่าของข้อมูลที่เกิดจากความสัมพันธ์ของตัวแปรสองตัวว่ามีแนวโน้มไปในทางใด เพื่อที่จะใช้หาความสัมพันธ์ที่แท้จริง



7.       แผนภูมิควบคุม (Control Chart) คือแผนภูมิที่มีการเขียนขอบเขตที่ยอมรับได้ของคุณลักษณะตามข้อกำหนดทางเทคนิค (Specification) เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการควบคุมกระบวนการผลิต โดยการติดตามและตรวจจับข้อมูลที่ออกนอกขอบเขต (Control limit)




วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

7 New QC Tool


เครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่าง (The 7 New QC Tools)
 
           เครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่าง (The 7 New QC Tools) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับวางแผน และป้องกันปัญหา เพื่อให้ได้นโยบาย และมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่างประกอบด้วย 1) แผนภูมิการจัดกลุ่มความคิด (Affinity Diagram) 2) แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ (Relation Diagram) 3) แผนภูมิต้นไม้ตัดสินใจ (Tree Diagram) 4) แผนภูมิเมตริกซ์ (Matrix Diagram) 5) แผนภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเมตริกซ์ (Matrix Data Analysis Chart) 6) แผนภาพทางเลือกตัดสินใจ เพื่อบริหารความเสี่ยง (Process Decision Program Chart) และ 7) แผนภูมิลูกศร (Arrow Diagram)
หลักการและเหตุผล
         เครื่องมือคุณภาพเจ็ดอย่างหรือ 7QC Tools ที่นำมาแก้ปัญหาทางด้านคุณภาพ (QC Problem) ตามขั้นตอนของวงจรในการบริหาร (Wheel of P-D-C-A) โดยเริ่มตั้งแต่การระบุปัญหา การหาสาเหตุ การตั้งเป้าหมาย รวมถึง ตรวจติดตามผลการแก้ปัญหา ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อนำมาร้อยเรียงตั้งแต่ต้นจนจบจะเรียกว่า QC Story ซึ่งแต่ละอย่างก็มีวิธีการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่แต่ต่างกันแต่หากสามารถนำมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมได้ ก็จะสามารถเข้าถึงช่วยในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เครื่องมือคุณภาพ 7 ชนิดนี ้จะช่วยให้เราเกิดแนวความคิด วางแผนการแก้ไข ได้อย่างเป็นระบบ

ความสำคัญของเครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่าง (The 7 New QC Tools)
           เครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่าง หรือเครื่องมือสำหรับการบริหาร 7 อย่าง (The 7 Management Tools) เป็นเครื่องมือที่ทางประเทศญี่ปุ่นพัฒนาเพิ่มเติมมาจากเครื่องมือคุณภาพ 7 อย่าง (The 7 QC Tools) ให้มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารระดับหัวหน้า/ผู้จัดการแผนก/ฝ่ายขึ้นไป ใช้ช่วยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นคำพูด ความรู้สึกจากผู้บริหาร เพื่อวางแผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการ ในเชิงป้องกันหรือเชิงรุก โดยการระดมความคิดและข้อเท็จจริงในอดีต รวมถึงการมองภาพความต้องการในอนาคตของลูกค้าและคู่แข่งมาใช้เพื่อกำหนดแผนงาน/โครงการในการรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มยอดขาย และลดต้นทุนขององค์กรได้อย่างเป็นระบบ

เครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่าง หรือเครื่องมือสำหรับการบริหาร 7 ประการ มีอะไรบ้าง ใช้เมื่อไหร่ และใช้อย่างไร
           ก่อนจะนำเครื่องมือมาใช้ องค์กรต้องมีวัตถุประสงค์/เป้าหมายที่ชัดเจนก่อนว่า ต้องการไปถึงจุดใดเครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 อย่าง มีดังต่อไปนี้
 
  1. แผนภูมิการจัดกลุ่มความคิด (Affinity Diagram) ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เป็นคำพูด ความรู้สึกจากผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อแยกกลุ่มของข้อมูลไว้สำหรับการนำมาวิเคราะห์ในขั้นต่อไป โดยตั้งคำถามว่า “ทำไม” “เพราะอะไร” จึงเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นในองค์กร (ทำไมถึงไม่บรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมาย?)
  2. แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ (Relation Diagram) หลังจากจัดกลุ่มข้อมูล (Affinity Diagram) แล้ว ผู้บริหารควรมุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่ต้องการจะแก้ไข/ป้องกันเพื่อใช้ในการวางแผนเชิงรุก และเชื่อมโยงกลุ่มข้อมูลที่ได้จากการจัดกลุ่มความคิด (Affinity Diagram) แต่ละกลุ่มแต่ละความคิด แสดงข้อมูลที่เป็นเหตุ-ข้อมูลที่เป็นผลและเชื่อมโยงจนกระทั่งทราบถึงต้นตอหรือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา (Root Causes) เพื่อนำไปหาแผนงานแนวทางหรือวิธีการป้องกันปัญหาให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมายต่อไป
  3. แผนภูมิต้นไม้ตัดสินใจ (Tree Diagram) ใช้เพื่อหาแนวทางแก้ไข/ป้องกัน ในรูปของแผนงาน/แนวทางหรือวิธีการ โดยตอบคำถามว่า “ทำอย่างไร” เพื่อมุ่งสู่วัตถุประสงค์/เป้าหมายที่อยากเป็น โดยการมุ่งเน้นไปที่ต้นตอหรือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา จากแผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ (Relation Diagram)
  4. แผนภูมิเมตริกซ์ (Matrix Diagram) เป็นเครื่องมือที่ช่วยหาความสัมพันธ์ของวัตถุประสงค์/เป้าหมาย และแผนงาน/มาตรการ/วิธีการ ที่ได้จากการเสนอแนะขึ้นว่าแนวทางใดน่าจะมีความเป็นไปได้ มีความคุ้มค่า และส่งผลกระทบให้บรรลุถึงเป้าหมายได้ก่อน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด อย่างเต็มประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล
  5. แผนภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเมตริกซ์ (Matrix Data Analysis Chart) เป็นเครื่องมือที่ใช้เปรียบเทียบสมรรถนะ (Benchmark) จากมุมมองของลูกค้าและเทียบกับคู่แข่งที่เป็นผู้นำในด้านสินค้า หรือบริการคล้ายๆกับองค์กรของเรา วิธีนี้จะทำให้เห็นภาพว่าองค์กรเราอยู่ในตำแหน่งใด (Positioning) เพื่อมองกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไปอย่างถูกทิศทาง
  6. แผนภาพทางเลือกตัดสินใจเพื่อบริหารความเสี่ยง (Process Decision Program Chart, PDPC) เป็นเครื่องมือที่ใช้ช่วยหาแนวทางซึ่งอาจเป็นแผนงาน/มาตรการ/วิธีการ โดยมุ่งเน้นไปยังอุปสรรคที่น่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นในกระบวนการทำงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมายที่กำหนดไว้ เมื่อทราบถึงทุกอุปสรรคในกระบวนการก็สามารถหาแนวทางในการขจัดอุปสรรคทุกประเภทที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต คล้ายกับการมีแผนปฏิบัติการฉุกเฉินรองรับไว้เผื่อสำหรับการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้องค์กรมีความมั่นใจต่อการเผชิญกับ
  7. แผนภูมิลูกศร (Arrow Diagram) เป็นการวางแผนงานที่มีการกำหนดกิจกรรม ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา และลำดับก่อนหลังของแต่ละกิจกรรมว่ากิจกรรมใดควรทำก่อน-หลัง เพื่อที่จะบริหารโครงการหรือแผนงานให้บรรลุเป้าหมายได้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

    ข้อพิจารณาในการปรับใช้
              การนำเครื่องมือคุณภาพใหม่ 7 ประการไปใช้ในการวางแผนงาน/โครงการ หรือกำหนดมาตรการเชิงรุกนั้น ควรต้องศึกษาวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของเครื่องมือแต่ละตัวให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะนำเครื่องมือแต่ละตัวไปใช้อย่างถูกต้องตามลำดับ และตามสถานการณ์
 
ที่มา :       http://onzonde.multiply.com/journal/item/62/62
              http://www.luckydragonlogistics.com/images/sub_1229328194/7%20QC
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/328784..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/328784

KPI & BSC

 



Balanced Scorecard & Key Performance Indicators

        Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือทางด้านการจัดการที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ (Strategic Implementation) โดยอาศัยการวัดหรือการประเมิน (Measurement) ที่จะช่วยให้องค์กรเกิดความสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมุ่งเน้นในสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร (Alignment and Focus) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือที่ช่วยแปลงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ให้เป็นเป้าหมายและตัวชี้วัด (Key Performance Indicators) ทำให้การสื่อความวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขององค์กรมีความชัดเจน และชี้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
        ตามแนวคิด BSC ดัชนีวัดผลสำเร็จของธุรกิจหรือ Key Performance Indicators (KPIs) จะเป็นเครื่องมือวัดความสำเร็จใน 4 มุมมอง (ดังแผนภาพความสัมพันธ์) โดยใช้ในการวัดหรือประเมินผลงานในด้านต่างๆ ขององค์กร ซึ่งสามารถแสดงในรูปตัวเลขเพื่อวัดหรือสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยต่างๆ
 

การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning)

 
การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning)

           การวางแผนเชิงกลยุทธ์ คือ กระบวนการในการวางแผน กำหนดการคิดอย่างมีเป้าหมายและมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน กระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์เริ่มจากการจัดวางทิศทางขององค์กรเพื่อให้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของการดำเนินธุรกิจ จากนั้นทำการกำหนดภารกิจที่ชัดเจนเพื่อที่จะสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนด  รวมทั้งตอบสนองวัตถุประสงค์ขององค์กร ภารกิจที่กำหนดจะถูกนำมาจัดทำเป็นแผนการดำเนินงานและกำหนดงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมาย รวมถึงทำการศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของคู่ค้าเพื่อศึกษาโอกาสทางธุรกิจ  มีการวิเคราะห์ SWOT (Strengths – Weaknesses – Opportunities – Threats) เพื่อวัดศักยภาพการดำเนินงานขององค์กรเปรียบเทียบกับคู่แข่งภายใต้สภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การวางกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับการดำเนินงาน  ดังนั้นการกำหนดกลยุทธ์จึงเป็นแนวทางในการกำหนดแผนงานระยะยาว (Long – term Plan) ที่มีความชัดเจนมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน  แล้วจึงนำมาเป็นแผนงานประจำปี (Annual Plan)  หรือแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ขององค์กรเพื่อให้ทราบหน้าที่รับผิดชอบที่จะช่วยผลักดันส่งเสริมภารกิจขององค์กรให้บรรลุผลสำเร็จ  และส่งผลให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรในที่สุด

(Thailand Quality Award ( TQA Criteria )

 


เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award; TQA Criteria)

          เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ได้พัฒนาจากแนวคิดและกระบวนการตัดสินรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการตรวจสอบส่วนต่าง ๆ ของระบบบริหารจัดการองค์กรและปรับปรุงกระบวนการตลอดจนผลลัพธ์ โดยที่มีมุมมองขององค์กรในภาพรวม ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือภาครัฐ ในการประเมินศักยภาพองค์กร ระบบการบริหารจัดการ ว่าตนเองยังมีข้อบกพร่องในเรื่องใด และสามารถนำแนวคิดจากเกณฑ์ไปประยุกต์ใช้และปรับปรุงในองค์กรของตนได้ ก่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการดำเนินงาน วางแผนและเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้
          กรอบแนวคิดตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติประกอบด้วย 7 ด้าน คือ การนำองค์กร, การวางแผนเชิงกลยุทธ์, การมุ่งเน้นลูกค้า, การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้, การมุ่งเน้นบุคคล, การมุ่งเน้นการปฏิบัติการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยเกณฑ์ทั้ง 7 หมวด จะเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เป็นมุมมองในเชิงระบบที่เกื้อหนุนกัน และผลักดันให้องค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศ ความสัมพันธ์เป็นดังแผนภาพ

       

 

ไคเซ็น (Kaizen) คืออะไร

ไคเซ็น (Kaizen) คืออะไร

การบริหารงานแบบญี่ปุ่น (Kaizen)

          ไคเซ็น หมายถึง กลยุทธ์การบริหารงานแบบญี่ปุ่ น (Kaizen) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า การปรับปรุง
(Improvement) เป็นแนวคิดที่ทำ ใช้ในการบริหารการจัดการมีประสิทธิผลโดยมุ่งปรับปรุงวิธีการส่วนร่วม
ของพนักงานทุกคน บุคลากรทุกระดับ ร่วมกันแสวงหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้น
ไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติเกิดจากการบริหาร ที่ประสบปัญหาที่เกิดขึ้นใน
ระหว่างทศวรรษที่1980 และทศวรรษที่ 1990 บริษัทที่ประสบความสำเร็จมักนำเอาแนวคิดของไคเซ็น
คือ การยอมรับว่า การบริหารให้ประสบผลสำเร็จจะต้องแสวงหาวิธีการที่จะทำ ให้ลูกค้าพึงพอใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเป็นกลยทุธ์ในการปรับปรุงที่มุ่งที่ตัวลูกค้า
นอกจากนี้แนวคิดไคเซ็นยังขยายขอบข่ายออกไปถึงความสัมพนัธ์ระหว่างพนักงานกับนายจ้างด้วยในด้านการผลิต การตลาดการจัดจา หน่ายฯลฯ  อย่างเป็นระบบ Kaizenให้ความสำคัญ กับกระบวนการทำงานและริเริ่มวิธีการคิดที่มุ่งกระบวนการทำงานและระบบการบริหารที่สนับสนุนและยอมรับแนวคิดของผู้บริหารและพนักงาน จากหลักการของ Kaizen จึงเป็นแนวคิดที่จะช่วยมาตรฐานที่มีอยู่เดิม (Maintain) และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น (Improvement)ซึ่งกำหนดแนวคิดนี้แล้ว มาตรฐานที่มีอยู่เดิมก็จะค่อย ๆ ลดลงความสำคัญ ในกระบวนการของ Kaizen คือ การใช้ความรู้ความสามารถของพนักงานมาคิดปรับปรุงงาน โดยใชก้ารลงทุนเพียงเล็กนอ้ยซ่ึงก่อใหเ้กิดการปรับปรุงที่ละเล็กที่ละนอ้ยที่ค่อย ๆ
เพิ่มพูน ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงข้ามกับแนวคิดของนวัตกรรม (Innovation)ซ่ึงเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนระดับสูงด้วยเงินลงทุนมหาศาลดังนั้นไม่ว่า จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบใดก็สามารถใช้วิธีการของ Kaizen เพื่อปรับปรุงได้

จงยกตัวอย่างวิธีของไคเซ็นมา 1 วิธีที่ทำ ให้เกดิประสิทธิภาพและความสุขในการทำงาน

วิธีการทำระบบข้อเสนอแนะของไคเซ็น (Suggestion System) เป็นระบบการบำรุงขวัญ กำลังใจ
ให้แก่พนักงานในการเปิดโอกาสให้มีส่วนในเชิงสร้างสรรค์โดยกระตุ้น ให้พนักงานได้แสดงออกในการให้ข้อเสนอแนะในเรื่องต่าง ๆ เน้นปริมาณของความคิดเห็นข้อเสนอแนะ ส่งเสริมให้มีการพูดคุยปรึกษาหารือกับ หัวหน้างาน เพื่อให้ได้แนวคิดที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน พัฒนาการในด้านการปลูกฝังจิตสา นึกความมีความคิดริเริ่มใหแ้ก่พนักงาน ระบบข้อเสนอแนะเกิดจากกิจกรรมที่มีปัญหาโดยพนักงานเป็นผู้ค้นหาสิ่งผิดปกติที่อยู่ใกล้ตัวก่อน หาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งผิดปกติและเสนอแนะวิธีการแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาองค์ประกอบของข้อเสนอแนะที่ดีประกอบด้วย


ที่มา angsila.informatics.buu.ac.th/~54230004/321453/Work01_Kaizen.pdf

Visual Control คืออะไร

สุดยอด การควบคุมด้วยสายตา (Visual Control)

เขียนโดย ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์  วิทยากร นักเขียน และที่ปรึกษา

Email:   tpongvarin@yahoo.com,

www.bt-training.com,   Tel:089-8118340

     เมื่อวานนี้ผมพาภรรยาไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำ หลังจากรัรบประทานเสร็จผมก็เรียกพนักงานเพื่อคิดเงิน
“น้องครับ คิดเงินด้วยครับ” ผมพูดบอกพนักงานเก็บเงิน
พนักงานคนนั้นเดินมา แล้วหยุดยืนที่หน้าโต๊ะ แล้วพูดว่า “พี่มีแคบหมูหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีครับ” ผมตอบ
    จากนั้นพนักงานก็พูดต่อว่า“ค่าน้ำแข็งเปล่าไม่คิดค่ะ.......................... “ เสียงเงียบไปครู่หนึ่ง ผมเลยมองไปที่หน้าของเธอ เธอทำคิ้วขมวดเหมือนผูกโบว์ แล้วทำปากขมุบขมิบ เพราะกำลังคำนวณอยู่ว่าผมต้องจ่ายเงินทั้งหมดเท่าไร? ระหว่างที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น เพื่อนของเธออีกคนซึ่งอยู่แถวนั้นพอดี เห็นเธอคิดเงินอยู่นานจึงรีบตะโกนบอกเธอว่า
“เก้าสิบบาท ค่ะ” ผมควักแบงค์ร้อยให้กับพนักงานเก็บเงิน พลางนึกชมน้องที่ตะโกนว่า “เก้าสิบบาท” ในใจว่าน้องคนนี้นี่หัวดีจริงๆ
     ระหว่างที่รอเงินทอนอยู่นั้นผมก็ได้เห็นกระดาษขนาด A4 แผ่นหนึ่ง เขียนเป็นสูตรคูณแม่ 18 ว่า
1 ชาม X 18 = 18 บาท
2 ชาม X 2 = 36 บาท
3 ชาม X 18 = 54 บาท
4 ชาม X 18 = 72 บาท
5ชาม X 18 = 90 บาท ,.......................จนถึง 10 ชาม X 18 = 180 บาท
ผมเห็นกระดาษแผ่นนี้ ก็ร้องอ๋อว่า เธอไม่ได้คิดเงินเร็วจี๋หรอกครับ แต่การที่เธอตอบได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้องก็เพราะว่า เธอดูจากกระดาษแผ่นนี้นี้เอง
จากนั้นผมก็มานึกถึง การควบคุมด้วยสายตา(Visual Control) ขั้นมาทันที และรู้สึกชื่นชมไอเดียของผู้ที่ทำสิ่งนี้ขึ้นมา เพราะกระดาษแผ่นมีประโยชน์หลายประการเช่น ลดปัญหาการคิดเงินผิดพลาด และลดเวลาการคิดเงิน ซึ่งเป็น ความสูญเปล่า (Wastes) ที่ควรกำจัดให้หมดไป
เพียงแค่เวลาเก็บเงินมองว่าลูกค้ากินกี่ชาม แล้วหันไปดูกระดาษแผ่นนี้ แป๊บเดียวก็ตอบได้อย่างถูกต้อง ในทันทีว่าลูกค้าต้องจ่ายเงินเท่าใด ประหยัดเวลา และลดความผิดพลาด อย่างนี้น่าชื่นชมจริงๆครับ
การควบคุมด้วยสายตา (Visual) เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่นิยมใช้ในการป้องกัน หรือลดความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน โดยอาจทำเป็นสัญลักษณ์ รูปภาพ หรือตัวหนังสืออะไรก็ได้ โดยมีหลักง่ายๆว่า
“ใช้เวลาคิดน้อยที่สุด (ไม่คิดได้ยิ่งดี) และผลลัพธ์ที่ได้ถูกต้องที่สุด ใครมองปุ๊ป ก็รู้ปั๊บ ทันทีว่าต้องทำอะไร หรือไม่ควรทำสิ่งใด หรือ สิ่งที่กปฏิบัติงานอยู่นั้นถูกต้อง หรือมีสิ่งผิดปกติประการใด” การควบคุมด้วยสายตา หรือ Visual Control นิยมใช้เป็น สัญลักษณ์ หรือป้าย เช่น ป้ายเตือนระวังต่าง ๆ ป้ายบอกสถานที่ ป้ายบอกวิธีการปฏิบัติงาน ป้ายบอกทิศทาง ป้ายบอกสถานะของเครื่องจักร บอกลำดับการปฏิบัติงานว่าต้องทำสิ่งใดก่อน เส้นสีบอกระดับของเหลว ลม กระแสไฟฟ้า เป็นต้น มีที่อยู่ในเครื่องจักรว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้หรือไม่ สำหรับตัวอย่างวิธีการค้นหาว่าเราควรจะมี Visual Control อะไรบ้าง นั้น ผมมีหลักง่ายๆดังนี้คือ
  หน่วยงานที่มีการตัดสินใจ โดยควรมีป้ายบอกขั้นตอนการตัดสินใจ หรือมาตรฐานการตัดสินใจ เช่น กรณีที่ทำถูกต้อง หรือกระทำผิด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตัดสินใจได้ทันที ต้องทำสิ่งใดก่อนหลัง เป็นต้น หน่วยงานที่มีการทำผิดพลาด ควรทำป้ายเตือน หรือข้อควรระวัง รวมไปถึงข้อปฏิบัติเมื่อเกิดความผิด รวมไปถึงป้ายเตือนในขั้นตอนต่างๆ ที่มักจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
หน่วยงานที่มีอันตราย ควรมีป้ายบอกขั้นตอน ข้อควรปฏิบัติ และไม่ควรปฏิบัติ เช่นป้ายสวมอุปกรณ์ก่อนเข้าทำงาน ระวังศีรษะ ระวังพื้นลื่น ระวังเครื่องจักร เป็นต้นครับ
สำหรับตำแหน่งของเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ ควรมี ป้ายบอก เพื่อกำหนด หรือระดับสูง (High) กลาง (Middle) ต่ำ (Low) เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ระดับของของเหลว หรือแรงดันที่อยู่ในเครื่อง ระดับของลม กระแสไฟฟ้า หรือ การขีดเส้นกำหนดตำแหน่งการติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานทุกครั้งที่มีการติดตั้งเครื่องจักร เป็นต้น (จริงๆ มีอีกมากมาย หลายรูปแบบครับ)
สำหรับการเลือกใช้ Visual Control ไปใช้งานมีหลักง่ายๆ ดังต่อไปนี้ครับ
1.      ควรเลือกใช้ทั้งขนาด รูปร่าง และสีให้เหมาะสม กับวัตถุประสงค์
2.      ติดอยู่ในระดับ หรือตำแหน่งที่ผู้ปฏิบัติเห็นได้ชัดเจน
3.      สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานจริง
4.      ไม่ควรมีเยอะจนเกิดความสับสนนะครับ

     การควบคุมด้วยสายตานี้มีประโยชน์มากหากนำไปใช้งานจริงดังตัวอย่างข้างต้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ทุกคนต้องทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ ตระหนัก และให้ความร่วมมือ และเล็งเห็นความสำคัญ และประโยชน์ที่ได้ เพราะถ้าหากทำไปโดยที่ขาดสิ่งเหล่านั้นแล้วละก็ Visual Control ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำไว้เพื่อโชว์ผู้บริหาร ลูกค้า หรือผู้ตรวจประเมิน (Auditor) เท่านั้นเอง
สุดท้ายขอฝาก ข้อคิด สะกิดใจ ที่ว่า
"การพัฒนาที่เกิดจากพื้นฐานของความเข้าใจ เป็นวิถีทางที่นำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยงาน”


 ที่มา http://www.bt-training.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539191674&Ntype=1